วันพุธที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2555

ไม่อยากดำ ไม่อยากคล้ำ ผ่านหน้าร้อนนี้ไปให้ได้!!

สวัสดีค่ะเพื่อนๆพี่ๆชาว Blogger.com ที่น่ารักทุกคนค่ะ
เดือนมีนาคมกำลังจะผ่านพ้นไปแล้ว แป๊บเดียวจริงๆ
ช่วงนี้อากาศกำลังร้อนขึ้นเรื่อยๆเลยนะคะ
ร้อนจนแสบผิวเลยทีเดียว สงสัยเป็นเอฟเฟคต์ของภาวะโลกร้อนแน่นอน!!
คงแก้ที่ต้นเหตุไม่ทันแล้ว วันนี้น้ำขอเสนอการแก้ไขที่ปลายเหตุบ้าง
คือการดูแลรักษาผิวในหน้าร้อนค่ะ หลายคนมักเจอปัญหาผิวหมองคล้ำ
ผิวเสีย อันเนื่องมากจากแดด uv มลภาวะ ความร้อนจากสภาพอากาศ
ยิ่งในกทม.ด้วยแล้ว โอย ไม่ไหวจะเคลียร์ ว่าแล้วก็ไปดูกันดีกว่าค่ะ
ว่าต้องทำอะไร
หรือห้ามทำอะไร แบบไหน ยังไง
ถึงจะช่วยให้ผิวของคุณต่อสู้กับแสงแดดที่ร้อนแรงได้.. ลุยยย!!


รักษาผิวให้สะอาดอยู่เสมอ เพราะเราต้องไปเผชิญกับมลภาวะต่าง ๆ
มีผลให้ผิวหน้าผิวตัวสกปรก ผิวหน้าเรานอกจากจะโดนฝุ่นแล้ว
ยังมีเครื่องสำอางอีกด้วย การทำความสะอาดผิวหน้าจึงสำคัญมากๆค่ะ
หากดูแลไม่ดี สิวก็จะเกิดง่ายด้วย สาวๆคงไม่อยากให้หน้ามีสิวกันเนอะ :]
ส่วนผิวกายควรอายน้ำด้วยสบู่ที่มีความเป็นกรดอ่อน ๆ นะคะ
เพื่อรักษาความชุ่มชื้นเอาไว้ ไม่งั้นคงแสบผิวแน่ๆ เมื่อออกแดด!!


บำรุงผิวอยู่เสมอ ทั้งครีมบำรุงผิวกายและผิวหน้า (เลือกยี่ห้อนิดก็ดีนะ)
สำหรับผิวกายให้ครีมที่มีส่วนผสมของมอยส์เจอไรเซอร์ที่ให้ความชุ่มชื้น
ฟื้นฟูสภาพผิวก็เพียงพอแล้วค่ะ ต้องทาเป็นประจำนะคะ อย่าขี้เกียจ :P
ส่วนใบหน้า หากมีเวลาว่างเข้าสปานวดหน้านวดตัว ใช้ครีมบำรุงพอกหน้า
บำรุงผิวกายบ้าง จะทำให้ผิวผ่อนคลายและกลับมาสดใสเหมือนเดิมค่ะ


อย่าลืมปกป้องผิวจากแสงแดด รังสียูวีเอ และบี มาพร้อมกับแดดร้อนๆ
ระหว่าง 10 โมง – บ่าย 3 โมง ต้องทาครีมกันแดด (เพราะแดดแรงมาก)
ที่มีค่า SPF อย่างน้อย 15 ความร้อนและรังสียูวี จะทำให้ผิวคล้ำแห้งเสีย
ส่งผลให้ผิวขาดความยืดหยุ่น ผิวแก่ก่อนวัยกันเลยทีเดียว
นอกจากนี้ หากต้องออกกลางแดด ใส่หมวกปีกกว้างไว้ สวมเสื้อแขนยาว
และใส่แว่นกันแดด ปกป้องดวงตาเราจากแสงแดดจ้าด้วยนะคะ


เติมออกซิเจนให้ร่างกาย เมื่อร่างกายได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอ
ผิวก็จะได้รับออกซิเจนไปเลี้ยงด้วยเช่นเดียวกัน ทำให้ดูสดใส ชุ่มชื้น
คุณสามารถทำได้ด้วยการออกไปเปลี่ยนบรรยากาศบ้างค่ะ
ออกมาสูดอากาศบริสุทธิ์ที่สวนตอนเช้า หรือไปเที่ยวต่างจังหวัด
จังหวัดอากาศดีๆใกล้ๆกทม. นอกจากเติมออกซิเจนให้ร่างกายแล้ว
สมองจะปลอดโปร่ง อารมณ์ดีขึ้นอีกด้วย วิธีนี้เวิร์คมาก (ได้เที่ยวด้วย)


ทานผัก-ผลไม้เป็นประจำ ไฟเบอร์ แร่ธาตุ วิตามิน จากผักและผลไม้
จะช่วยขับสารพิษออกจากร่างกายของเราค่ะ
สารอาหารสำคัญ ๆ อย่างสารพฤกษเคมี ช่วยในการต่อต้านอนุมูลอิสระ
ยับยั้งการทำลายเซลล์ผิวจากรังสี Uv ทั้งนี้ต้องทานผักและผลไม้
ให้ได้วันละ 3 กำมือเป็นอย่างต่ำ และทานให้หลากหลายค่ะ สู้ๆ!!


ดื่มน้ำให้เพียงพอ น้ำช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับเซลล์ผิว
ขับของเสียออกจากร่างกายไม่ให้คั่งค้างไว้ ที่สำคัญอีกประการคือ
การดื่มน้ำให้ได้วันละ 6-8 แก้ว จะช่วยรักษาระดับอุณหภูมิร่างกาย
ไม่ให้สูงเกินไปป้องกันการเกิดภาวะฮีทสโตรกหรือโรคลมแดดได้


พยายามอย่าทำร้ายผิว โดยเฉพาะการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
หรือการติดคาเฟอีนมาก ๆ เพราะเป็นตัวการดูดซึมน้ำออกจากผิว
ร่างกายจะสูญเสียน้ำได้ง่าย ดังนั้นใครที่ชอบ ลด ละ เลิก ไปเลยก็ดีค่ะ
นอกจากนี้ใครที่ติดบุหรี่ก็ควรเลิกได้แล้ว เพราะยิ่งจะทำให้ผิวเหี่ยว
หน้าแก่ก่อนวัย และหันมาพักผ่อนให้เพียงพอ ลดความเครียด
ร่างกายจะฟื้นฟูได้ดีกว่าการดื่มกาแฟ และทำให้ผิวอ่อนเยาว์ขึ้นด้วยนะคะ


ออกกำลังกาย สร้างผิวสดใส ออกกำลังกาย 3-4 ครั้ง/สัปดาห์
จะช่วยให้เรามีเหงื่อ ขับถ่ายของเสียได้ดี กระตุ้นสุขภาพให้แข็งแรงขึ้น
ที่สำคัญการออกกำลังกายจะทำให้เลือดถูกสูบฉีดไปเลี้ยงทั่วร่างกาย
เท่ากับว่าร่างกายเราได้รับออกซิเจนเพิ่มขึ้นนั่นเองค่ะ
ผิวพรรณเราก็จะสดใสเปล่งปลั่งไปด้วย แข็งแรงอีกตะหาก ฟิตกันหน่อยๆ




สุดท้ายนี้น้ำก็ขอให้สาวๆ หรือผู้ที่รักในการดูแลผิวพรรณของตัวเอง
ผ่านหน้าร้อนนี้ไปให้ได้นะคะ แรงจริงๆ และยิ่งแรงขึ้นเรื่อยๆ

ถ้าให้ที่ แก้ไขที่ต้นเหตุกันดีกว่ามั๊ยคะ??

"รักษาโลกของเรา"

แก้ไขภาวะโลกร้อน หรือไม่ก็พยายามยืดอายุของโลกใบนี้
ไว้ให้นานที่สุด เพื่อลูก หลาน และเผ่าพันธุ์มนุษย์สืบไป..ไป..ไป..ไป..
(ยิ่งใหญ่ดีจังเลย 555)

วันอังคารที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2555

วิวัฒนาการของการ Present ตัวเอง!!

สวัสดีชาว Blogger.com ทุกท่านค่ะ ไม่ได้เขียนบล็อกนานมากๆ
วันนี้น้ำ ขอหยิบเรื่องเด่น ที่กำลังเป็นประเด็นร้อน(ฮา)อย่างแรง
ในเว็บ Social Media ยอดนิยม อย่าง Youtube
คือการทำคลิป Cover เพลงศิลปินหลายๆท่าน ตอนนี้
กลายเป็นกระแส
ใครๆเค้าก็ทำกัน ตั้งแต่เด็กประถมยันมัธยมถึงมหาลัย หน้าตาดีเสียงดี

หน้าตาไม่โอเคเสียง(โคตร)เพราะหรือแม้กระทั่ง..

ไม่ไหวทั้งหน้าตาและเสียง ( -..-)”

ณ บัดนาว ขอพูดถึงคลิปของพี่ Put Dejudom
ทำออกมาหลายคลิปหลายเพลงมากๆ

คนไม่น่าสงสาร - Cover แอน ธิติมา


ณ บัดนาว - Cover บี้ สุกฤษณ์


หรือที่ดังและเป็นที่พูดถึงมากๆจนศิลปินต้นแบบได้ดูและร้องตาม

รักฉันทำไม ( For what? ) - หวาย Kamikaze


หวาย Kamikaze ร้องเพลงตาม Put Dejudom


ยังมีอีกๆๆ พี่เค้ามั่นใจถึงกระทั่ง Cover เพลงสากล

Be my Baby - Wonder girls


Cry Cry – T-ara


คนต่างวิพากษ์ วิจารณ์ มีทั้งดูแบบขำๆ ไม่คิดอะไร ดูไปหัวเราะไป
(ในใจแอบด่า) แต่เป็นธรรมดา มีคนชอบก็ต้องมีคนไม่ชอบ
บางคนดูแบบเอาเป็นเอาตาย ดูเสร็จคอมเม้นต์ต่อ
กด Dislike ด้วย..แถมเอาไปแปะประจานลง Facebook เรียบร้อย (555)

ไม่แน่ชัดว่าเค้าทำกันเพื่ออะไร รายได้? ความดัง? ชื่อเสียง?
หรือเพื่อเป็นเส้นทางในการก้าวเข้าสู่วงการบันเทิง

แต่เอ๊ะ..ทำแบบนี้ข้อดีหรือข้อเสียเยอะกว่ากันเนี่ย??

วันพุธที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2552

บทรายการวิทยุโทรทัศน์

บทรายการวิทยุโทรทัศน์

ชื่อรายการ : Star Variety

สถานี : NSTRU TV.

วัน - เวลา : วันเสาร์ เวลา 12.30 - 12.40

ความยาว : 10 นาที

แนวคิดรายการ : นำเสนอเรื่องราวของนักแสดง โดยเฉพาะเรื่องราวที่กำลังตกเป็นข่าวอยู่ในปัจจุบัน และนักแสดงที่มาร่วมรายการ เป็นนักแสดงที่มีชื่อเสียง และเป็นขวัญใจของประชาชน โดยจะมีการสัมภาษณ์นักแสดงที่ตกเป็นข่าว พร้อมกับมีการโชว์ความสามารถของนักแสดง

วัตถุประสงค์ : 1. เพื่อนำเสนอความเคลื่อนไหวของนักแสดง 2. เพื่อความบันเทิง

กลุ่มเป้าหมาย : ประชาชนทั่วไป

รูปแบบรายการ : มี 4 ช่วง คือ

ช่วงที่ 1 แนะนำรายการ และกล่าวต้อนรับนักแสดง

ช่วงที่ 2 สัมภาษณ์นักแสดงประเด็นที่ตกเป็นข่าว

ช่วงที่ 3 โชว์ความสามารถของนักแสดง

ช่วงที่ 4 กล่าวปิดรายการ

พิธีกร : 1 คน คือ คุณแหม่ม - สุริวิภา ตั้งประเสริฐกุล

ผู้ร่วมรายการ : 1 คน คือ คุณหยาด - หยาดทิพย์ ราชปาล

สคริปท์รายการวิทยุ

สคริปท์รายการวิทยุ

***สคริปท์รายการ “เจาะกระแสถิ่น” ตอนที่2 ปัญหาระบบการศึกษา***

ช่วงที่ 1>>>               ช่วง “สกู๊ป...เปิดประเด็น”

ช่วงที่ 2>>>               ช่วง “เจาะประเด็น”

Anchor Link>>>        สวัสดี ค่ะท่านผู้ฟังทุกท่าน ขอต้อนรับท่านผู้ฟังเข้าสู่รายการเจาะกระแสถิ่น กับสโลแกนลึกรอบด้าน สื่อสารสาธารณะ วันนี้เราจะพูดคุยกันต่อจากเมื่ออาทิตย์ที่แล้วกับหัวข้อปลูกอนาคตการศึกษา สู่สังคมคุณภาพ จะเห็นได้ว่าสังคมไทยนั้นให้ความสำคัญกับการศึกษาอยู่มากพอสมควร แต่ยังมีข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้นอีกมากมายเกี่ยวกับระบบการศึกษา ที่เดี๋ยวก็เปลี่ยนรูปแบบให้เกิดความทันสมัยขึ้นกว่าเมื่อก่อน แต่กลับกลายเป็นว่า ทำให้เกิดความสับสนวุ่นวาย เกิดความไม่เข้าใจกันระหว่างผู้สอนกับลูกศิษย์ ผู้ปกครองกับบุตรหลาน หรือ ผู้ปกครองกับทางโรงเรียน ซึ่งตัวดิฉันเองบางครั้งก็ไม่เข้าใจอีกเหมือนกันว่า เกิดอะไรขึ้นกับระบบการศึกษาที่สับสนวุ่นวายนี้ ปัญหาเหล่านี้ดิฉันเองก็เคยประสบพบเจอมาเช่นกัน เมื่อตอนที่อยู่มัธยมปลายมีการเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาใหม่ รุ่นของดิฉันเป็นระบบใหม่นำร่อง  ไม่ ต้องเรียนวิชาคณิตศาสตร์ มีการเก็บคะแนนในห้องเกือบทุกคาบเพื่อเอาไปช่วยในเวลาสอบปลายภาค แต่สุดท้ายคะแนนเก็บก็ไม่ช่วยอะไรเลย ก็ไม่รู้ว่าจะเก็บไปทำไมนะ จากที่เคยสอบถามนักเรียนคนอื่นๆ ก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกัน ในเทอมถัดมาก็เพิ่มวิชาคณิตศาสตร์เข้าไปใหม่ ก็เลยเกิดอาการง.งูสองตัวชนกัน (งงค่ะ) สุดท้ายเมื่อจบม.6 ก็ เป็นรุ่นสุดท้ายที่เรียนระบบนี้ นับว่าเป็นระบบที่ล้มเหลวเป็นอย่างมาก นี้เป็นปัญหาที่แค่เกริ่นไปเท่านั้นเองนะคะ ช่วงหน้าพบกับเนื้อหาสาระดีๆที่เรานำมาฝากท่านผู้ฟังค่ะ

ช่วงที่ 3>>>               ช่วง “แสกนความคิด”

Anchor Link>>>        ค่ะ ก็กลับเข้าสู่รายการ ฟังให้ดีนะคะ เรามีคำถามถามท่านผู้ฟังในช่วงท้ายรายการด้วยนะคะ อย่าเพิ่งหนีไปไหนนะคะ สำหรับเรื่องระบบการศึกษาในยุคปัจจุบันนี้ทำให้เราเห็นความหลากหลายในการที่ จะพัฒนาระบบการศึกษาให้ดียิ่งขึ้น เพราะการศึกษาจะช่วยพัฒนาศักยภาพหรือเสริมสร้างพลังที่มีอยู่ในตัวของมนุษย์ ซึ่งสามารถทำได้ตั้งแต่จุดแรกเริ่มและตลอดช่วงวัยชีวิต ระบบการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 จึง จัดให้มีโครงสร้างที่เปิดกว้าง ยืดหยุ่น หลากหลายรูปแบบ เป็นการทำให้การศึกษาเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลา จำเป็นจะต้องสร้างสภาพแวดล้อมและกำหนดเงื่อนไข และระบบการศึกษาที่เหมาะสม เป็นการจัดองค์ประกอบต่างๆ ที่แสดงให้เห็นถึงโครงสร้างการศึกษาในเรื่องระดับการศึกษา รูปแบบการศึกษา และประเภทของการศึกษา

ระบบการศึกษาในประเทศไทยใกล้จะเปลี่ยนไปเป็นระบบการศึกษาสำหรับ

อาณานิคมที่มุ่งหมายปราบปรามความคิดเสรีและคิดสร้างสรรค์  ฝ่ายบ้านเมืองที่คิด "ปฏิรูปการศึกษา" ทั้งข้าราชการหัวเก่าและนักการเมืองหัวพ่อค้า, ล้วนคิดแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เช่น การปกครองระบบ การเปลี่ยนหลักสูตร, การล้างสมองครู ฯลฯ ซึ่งเป็นเรื่องยากๆ ทั้งสิ้น  แม้กระทั่ง "การศึกษาที่เด็กเป็นแกนนำ" (Child Centred Education) ถูกบิดเบือนจนกลายเป็นการล้างครู คว่ำสังคมจนไม่มีใครรับได้  เมื่อพิจารณาก็ยิ่งสงสัยว่า ระบบการศึกษาของไทย (และที่อื่นๆ) ไม่เลวทั้งหมด แม้จะมีปัญหาขลุกขลักบ้าง ซึ่งเป็นธรรมดาทั่วโลก ในระดับอุดมศึกษา, มัธยม และประถม ระบบไทยสามารถป้อนความรู้ที่จำเป็นสำหรับนักเรียนนักศึกษาได้ดีพอสมควร ใช่ว่าจะเลวสิ้นดี 

ปัญหาหลักๆ ยังมีอยู่ คือระบบการศึกษาไทย 1) ไม่ส่งเสริมความอยากรู้อยากเห็นอันเป็นนิสัยแท้ๆ ของเด็กทุกคน  2) ไม่ชวนให้เด็กสงสัยหรือซักถามซึ่งเป็นสิทธิของเด็กทุกคน และ 3) ไม่เปิดโอกาสให้เด็กคิดสร้างสรรค์หรือจินตนาการตามที่เด็กเกือบทุกคน (อาจจะ) ทำได้  จุด กำเนิดปัญหาไม่ได้อยู่ที่ห้องเรียนในมหาวิทยาลัย โรงเรียนมัธยม หรือโรงเรียนประถม แต่เกิดในชั้นประถมตอนต้นหรือก่อนหน้านั้นเสียอีก

รู้สึกว่าเรื่องของระบบการศึกษาจะดูเหมือนว่าเป็นปัญหาที่เริ่มจะเรื้องรังมากเลย

นะคะเอาเป็นว่าเราเบรกช่วงนี้แล้วกลับมาคุยกันต่อค่ะ

ช่วงที่ 4>>>               ช่วง “กระแสข่าว” โดยสำนักข่าวสื่อสารสาธารณะ www.public

Anchor Link>>>       กลับสู่ปัญหามีอยู่ว่า เด็กไทยถูก "หักปีก" เมื่อไร ? และด้วยวิธีใด ?

เราได้รับคำตอบมาจากหนังสือดีๆ ชื่อว่า Partners in Learning ของ Maureen Wickremasighe (ISBN 955-97827-5-4) ว่าด้วยบูรณาภาพ (Continuity ?) ระหว่างวัยทารกกับวัยเริ่มเข้าเรียนหนังสือ  ความสงสัยและจินตนาการในทารก  หนังสือดังกล่าวขึ้นต้นด้วยทารกเริ่มคลาน ว่ามีความอยากรู้อยากเห็นสูงมาก, ย่อมสำรวจรอบตัวจับหัวแมวหางหมาว่ามีสรรพคุณอะไรบ้าง, คว้าขี้ดิน ด้ามร่มเข้าปากว่ากินอร่อยแค่ไหน  ต่อมาพอเดินได้ ทารกจะเริ่มเล่น, และมักจะเล่นสกปรกมอมแมม, เช่น เล่นทราย, สาดน้ำ, ปั้นดินเป็นขนม (Mud Pies) ออกขายกันสมมติเป็นตลาด ฯลฯต่อมาเมื่อเด็กโตขึ้นมา, ครู ชั้นประถมตอนต้นควรใช้พลังสงสัยอยากรู้อยากเห็นนี้เป็นเครื่องมือในการสอน ให้เด็กเรียนรู้อักษรและเลขด้วยความสนุกสนานอยากรู้อยากเห็น  สำหรับคนที่มีสุขภาพจิตสมบูรณ์, มีจินตนาการและคิดสร้างสรรค์, การละเล่นไม่มีวันสิ้นสุด เมื่อสุนทรภู่ แต่ง "พระอภัยมณี" ท่านกำลัง เล่น เมื่อ Einstein คิดทฤษฎีครอบจักรวาล ท่านกำลัง เล่น เมื่อ จิตร ภูมิศักดิ์ วิเคราะห์คำว่า ไทย, ลาว ขอม, ท่านกำลังเล่น ฯลฯ, ฯลฯ, ฯลฯ  ที่จริง การเล่น หรือ การเรียนรู้, และ การเรียน ก็ควรจะเป็น การละเล่น ต่อเนื่องกัน แต่ในโลกทัศน์ของผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ การเล่นและการเรียนเป็นคนละเรื่องไม่เกี่ยวกันเลย ในทางตรงกันข้าม, การเล่นเป็นการเสียเวลาเปล่าๆ และเมื่อจะเข้าเรียน เด็กๆ ต้องเลิกเล่น !  นี่เป็นความเข้าใจผิดระดับพื้นฐานที่เป็นอุปสรรคต่อความสำเร็จของการศึกษาไทย

โดยทั่วไป, ทำให้การศึกษาเป็นเรื่องทุกข์ทรมานสำหรับครูและเด็กพอๆ กัน  ทำลายความอยากรู้อยากเห็นและจินตนาการของเด็ก, และอาจจะอำนวยให้เด็กเกเร, นักเรียนอาละวาด, หรืออย่างน้อยก็ซึมเศร้าหดหู่ใจ, ไม่อยากคิดไม่อยากอ่าน, และ ไม่อยากเปิดสารานุกรม ที่ดีที่หนึ่งระดับโลกที่ในหลวงทรงมีพระราชอุตสาหะให้สร้าง  ทั้งหมดนี้ชวนให้เข้าใจว่า ปัญหาที่แท้จริงของระบบการศึกษาไทยอาจจะมีจุดกำเนิดในระดับก่อนเข้าเรียน (Pre-school) และระดับประถมขั้นต้น  การละเล่น, จินตนาการ, และความอยากรู้อยากเห็นในโรงเรียน ผมไม่มีความรู้ภาคสนาม, คือผมไม่เคยเป็นเด็กไทย, ไม่เป็นผู้ปกครองของเด็ก, และไม่เคยเป็นครูชั้นประถม, ความเห็นของผมจึงอาจจะผิดพลาดโดยสิ้นเชิง

อย่างไรก็ตาม เด็กที่ถูกระบบการศึกษาทรมานพอสมควร จึงขอถือสิทธิออกความคิดเห็นแทนเด็กๆ ทั่วไปที่ประสบว่า โรงเรียนคือนรกน้อยๆ  ใครไม่เห็นด้วยก็ไม่ว่ากัน เพราะคนเรามีความคิดที่ไม่เหมือนกันได้  ปัญหาเด็กก่อนเข้าเรียนและเริ่มเข้าเรียนนั้น, มีสองระดับชั้นคือ 1) ชนชั้นผู้ดีและชนชั้นกลางในเมือง, และ 2) ชนชั้นกรรมาชีพและชนบท

1) ชนชั้นผู้ดีและชนชั้นกลางในเมือง (ที่เรียนแบบชีวิตผู้ดี) มักควบคุมลูกๆ จนมากไป, คือคุมทารกไม่ให้เล่นสกปรกมอมแมมตามประสาเด็กสามัญชน  ผลก็คือ ทารกรู้จักระเบียบความเรียบร้อยและความสะอาดสะอ้านตั้งแต่น้อย, แต่ขาดโอกาสที่จะสำรวจเรียนรู้โลกรอบตัว  ดังนั้น ความอยากรู้อยากเห็นที่เป็นสันดานเดิมของเด็กจึงหดเหี่ยว, และจินตนาการไม่มีทางเกิดขึ้นได้  เมื่อลูกผู้ดี/ชนชั้นกลาง เข้าเรียนชั้นประถม, ก็เข้ากรอบเหล็กอีกชั้นหนึ่ง อักษรและเลขไม่ได้เป็นเรื่องสนุกสนานที่เด็กจะสำรวจ เล่น ค้นหา ได้ด้วยตนเอง, แต่เป็นสูตรสำเร็จรูปที่คุณครูบังคับให้ท่องจำ, อย่าให้สงสัยหรือทักถามว่า "ทำไม ?"

2) คนกรรมาชีพและชาวชนบท มักให้ลูกๆ เล่นตามอัธยาศัย (เช่น ขี่ควาย, เล่นดิน เล่นน้ำ) หรือเรียนรู้โลกรอบตัวให้บังเกิดความอยากรู้อยากเห็นและจินตนาการพอสมควร เด็กตามชนบทจึงน่าจะเรียนดีกว่าเด็กในเมือง แต่ที่ไหนได้ ?  พอเด็กในชนบทเข้าเรียนชั้นประถมก็เจอะโครงเหล็ก, คือระบบการศึกษาของราชการแบบอัตณานิคม ที่บังคับใหล้มปัญญาเดิม พื้นเมือง แล้วสอนความรู้ใหม่จากนอก  ใช่ว่าความรู้ใหม่จากนอกนี้จะผิดหรือชั่ว, แต่ระบบการศึกษาไม่เปิดโอกาสให้ถกเถียง, ไม่ให้ทางเลือก, และบังคับให้เชื่อว่าวิถีชีวิตเดิมไม่มีคุณค่า ดังนี้ เด็กชนบทจึงถูกแยกออกจากอดีตและบริบทของตนจนลอยตัว, ไม่มีที่มาหรือที่ไป จึงไม่อาจจะคิดสร้างสรรค์ได้เสรีเช่นกัน

ช่วงที่5>>>                 ช่วง “สรุปปิดประเด็น”

Anchor Link>>>       กลับ สู่ช่วงสุดท้ายของรายการแล้วนะคะกับปัญหาระบบการศึกษาของเด็กไทยในตอนนี้ ซึ่งเป็นที่ถกเถียงกัน ถ้าเด็กไทยยังมีแนวทางปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง ได้รับค่านิยมที่ไม่ถูกต้อง ได้รับการอบรมสั่งสอนที่ผิดๆมาโดยตลอด ทำให้เด็กขาดการเรียนรู้ที่จะคิด ทำ ในสิ่งที่อยากจะทำ ถึงแม้ว่าจะมีโครงการดีๆที่เปิดโอกาสให้เด็กไทย ให้เยาวชนไทยได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ แต่ก็ยังไม่ทั่วถึง เพราะว่าอาจจะไม่ได้รับการสนับสนุนจากทางโรงเรียนหรือทางบ้าน เพราะฉะนั้นอย่าป้อนข้อมูลผิดๆให้กับเด็ก อย่าห้ามให้เด็กทำในสิ่งที่เขาคิดว่าดี หากว่าไม่ดีเราก็สามารถบอกเขา ให้คำแนะนำที่ดีกว่าบอกให้เขาหยุดทำ แม้แต่ตัวเราเองก็ไม่สามารถห้ามความคิดได้ แล้วเราจะไปห้ามความคิดที่สร้างสรรค์ของพวกเขาได้หรือ เพราะฉะนั้นเราควรที่จะปลูกฝังสิ่งที่ดีก่อนที่เขาจะเข้าเรียน ให้ได้เรียนรู้ถึงโลกกว้างและสิ่งที่สวยงามน่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับ เขา อย่าไปยึดติดกับกฎเกณฑ์จนเกินไป เดี๋ยวจะเหนื่อยทั้งสองฝ่าย

 

PRประโยชน์สังคม

PRประโยชน์สังคม

ยธ.นำทีมบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคม

 

กระทรวงยุติธรรม ร่วมกับเทศบาลนครปากเกร็ด และบริษัท สี ไอ ซี ไอ (ประเทศไทย) จำกัด จัดกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ มุ่งเน้นให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วม และทำกิจกรรม กับหน่วยงานภาครัฐมากยิ่งขึ้น            

รายงานข่าวจากกระทรวงยุติธรรม แจ้งว่า กระทรวงยุติธรรม ร่วมกับเทศบาลนครปากเกร็ดและบริษัท สี ไอ ซี ไอ (ประเทศไทย) จำกัด จัดกิจกรรมโครงการรวมพลยุติธรรมบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคมขึ้นในวันเสาร์ที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๐ ตั้งแต่เวลา ๐๘.๐๐ – ๑๒.๐๐ น. ณ บริเวณ              ปากทางเข้าเมืองทองธานี (ทางเข้ามหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช) ถึงสะพานลอย ตรงข้าม            กองสวัสดิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของกระทรวงยุติธรรม และประชาชนทั่วไปได้บำเพ็ญสาธารณประโยชน์เพื่อสังคมร่วมกัน  ด้วยการทำความสะอาดพื้นที่สาธารณะ อาทิ ป้ายจอดรถประจำทาง ตู้โทรศัพท์สาธารณะ และบริเวณทางเดินเท้า

 

กิจกรรมPR

 

กิจกรรมPR

        มติชนพร้อมจัดงานใหญ่ “มติชน เฮลท์แคร์ ...ดูแลสุขภาพ” ชู theme “สู้ภัยไข้หวัด 2009” – กิจกรรมเพื่อสุขภาพเพียบ!

 

กรุงเทพฯ--9 ก.ค.--เบรนเอเซีย

  เครือมติชนจับมือหน่วยงานภาครัฐบาลนำโดยกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และพันธมิตรธุรกิจด้านสุขภาพ จัดงาน “มติชน เฮลท์แคร์ ... ดูแลสุขภาพ” มหกรรมเฮลท์แคร์เพื่อคนรักสุขภาพ พร้อมชู theme “สู้ภัยไข้หวัด 2009” รับกระแสรณรงค์เฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สาย พันธุ์ใหม่ 2009 ระดมหลากหลายกิจกรรมน่าสนใจมานำเสนอ ทั้งนิทรรศการสุขภาพ เสวนาโรคน่ารู้ ตรวจสุขภาพฟรี 20 รายการ พร้อมความบันเทิง และจำหน่ายสินค้า-บริการเพื่อสุขภาพและความงามในราคาพิเศษ กำหนดจัดงาน 16-19 กรกฎาคมนี้ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

นายสมหมาย ปาริจฉัตต์ กรรมการผู้จัดการบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า งาน “มติชน เฮลท์แคร์ ... ดูแลสุขภาพ” เกิดขึ้นเป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่บริษัทได้จัดทำนิตยสาร Hospital & Healthcare เมื่อต้นปี 2550 เป็นนิตยสารสุขภาพรายเดือนแทรกแถมฟรีในหนังสือพิมพ์มติชนราย วัน ในเขตพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล ด้วยเจตนารมณ์ที่อยากจะมีบทบาทในการร่วมรณรงค์ให้คนไทยใส่ใจสุขภาพ จากการที่เราได้ใกล้ชิดผู้อ่านมากยิ่งขึ้นได้รับทราบถึงปัญหาต่างๆ ที่หลากหลายในด้านสุขภาพของประชาชนคนไทย ประกอบกับปัจจุบันคนไทยและทั่วโลกกำลังประสบกับปัญหาสุขภาพจากการแพร ่ระบาด ของโรคไข้หวัดใหญ่สาย พันธุ์ใหม่ 2009 จึงเกิดความคิดที่จะจัดงานเฮลท์แคร์ขึ้นมา เพื่อร่วมสนับสนุนนโยบายของภาครัฐบาลในการให้ความรู้ด้านสุขภาพและการ พัฒนา สาธารณสุขของประเทศ อาศัยศักยภาพที่มีอยู่ และสายสัมพันธ์อันดีกับพันธมิตรธุรกิจในแวดวงสุขภาพ รวมทั้งเสียงตอบรับที่ดีขององค์กรหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงสาธารณสุขที่พร้อมจะให้การสนับสนุน อย่างเต็มที่ จึงเป็นที่มาของการจัดงานมหกรรมเฮลท์แคร์นี้ขึ้นเป็นครั้งแรก โดยชู theme “สู้ภัยไข้หวัด 2009” การจัดงานดังกล่าวจะมีขึ้นในระหว่างวันที่               16-19 กรกฎาคม 2552 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ บริเวณโซน C และพื้นที่ในส่วนพลาซ่า

นายสมหมายยังกล่าวอีกว่า งานนี้จะมีหลากหลายกิจกรรมและสาระน่ารู้เกี่ยวกับสุขภาพมากมาย ที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้เข้าร่วมงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นิทรรศการสุขภาพ การเสวนาโรคน่ารู้จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ และคนในแวดวงบันเทิง การสาธิตที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ เสริมด้วยความบันเทิงจากการแสดงต่างๆ และไฮไลท์ของงานที่คาดว่าจะได้รับความสนใจอย่างมากอยู่ที่ “เฮลท์โซน” ในโซนพลาซ่าที่ให้บริการตรวจสุขภาพฟรีแก่ผู้เข้าร่วมงานถึง 20 รายการ และยังจะมีสถานพยาบาลหลายแห่งทั้งจากภาครัฐและเอกชนมาร่วมออกบูธให้ คำแนะนำ เกี่ยวกับสุขภาพ รวมทั้งบูธของผู้ประกอบการที่นำผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงามมาจำหน่ายใน ราคาพิเศษอีกด้วย

นายแพทย์ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ทุกวันนี้คนทั่วโลกประสบปัญหาผลกระทบจากปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ที่มีผลต่อชีวิตและสุขภาพมากขึ้น ภาวะโลกร้อนและมลพิษต่างๆ และการอุบัติขึ้นของเชื้อโรคสายพันธุ์ใหม่ๆ โดยเฉพาะโรคที่แพร่ระบาดอยู่ในขณะนี้คือ โรคไข้หวัดใหญ่สาย พันธุ์ใหม่ 2009 กำลังเป็นปัญหาเร่งด่วนด้านสุขภาพของประชาชน ประกอบกับมีคนไทยจำนวนมากละเลยการดูแลสุขภาพ ใช้ชีวิตสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดโรคภัยไข้เจ็บ จึงจำเป็นที่ทุกภาคส่วนจะต้องมาร่วมรณรงค์ในการให้ความรู้และกระตุ้นเตือน ให้คนไทยเร่งสร้างเสริมสุขภาพโดยมุ่งเน้นการป้องกันก่อนที่จะเกิดโรค การที่กระทรวงสาธารณสุขให้การสนับสนุนการจัดงานนี้ก็เพราะสอดคล้องกับ แนวทาง ของภาครัฐบาลในการพัฒนาระบบสุขภาพ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ซึ่งจะช่วยสร้างจิตสำนึกที่ดีด้านสุขภาพ เพื่อให้คนไทยมีสุขภาพที่ดี สู่เป้าหมายสังคมที่อยู่เป็นเป็นสุข

นายธวัชชัย สำโรงวัฒนา รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบายเกี่ยวกับการผลิตผลิตผลทางการเกษตรท ี่ปลอดภัย ได้มาตรฐาน เพื่อสุขภาพอนามัยของผู้บริโภค รวมทั้งเพื่อประโยชน์ในด้านการส่งออก ในการส่งเสริมการผลิตอาหารปลอดภัยทั้งจากพืชและสัตว์เกี่ยวข้องทั้ง เทคโนโลยีที่เหมาะสม และการจัดการระบบการผลิตที่ได้มาตรฐาน ตั้งแต่พื้นที่เพาะปลูก การดูแลรักษา และการจัดการหลังเก็บเกี่ยว งานนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้นำความรู้เรื่องการผลิตตามระบบคุณภาพ การ ปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีมาเผยแพร่ ซึ่งเชื่อมั่นว่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้เข้าร่วมชมงาน

ด้านศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์ชัยเวช นุชประยูร ผู้ช่วยประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ฝ่ายการแพทย์ และผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์วิจัยศึกษาและบำบัดโรคมะเร็ง สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ กล่าวว่า โรคมะเร็งเป็นโรคหนึ่งที่เป็นปัญหาสำคัญ ปัจจุบันผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งประเภทต่างๆ มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น สาเหตุสำคัญมาจากปัจจัยแวดล้อมและการมีพฤติกรรมเสี่ยง ทั้งที่โรคมะเร็งเรา สามารถป้องกันได้ แต่คนจำนวนมากกลับต้องทุกข์ทรมานจากโรคนี้ เพราะขาดความรู้ในการดำเนินชีวิตอย่างเหมาะสม รวมทั้งละเลยต่อการตรวจประเมินหาความเสี่ยงเมื่อเกิดความผิดปกติของร่างกาย การจัดงาน “มติชน เฮลท์แคร์...ดูแลสุขภาพ” เป็นโอกาสดีที่จะช่วยเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเรื่องสุขภาพไปสู่ประชาชน อย่างกว้างขวาง งานนี้ทางโรงพยาบาลศูนย์วิจัยศึกษาและบำบัดโรคมะเร็ง สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ นอกจากจะมาให้ความรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งในงานนี้แล้ว ยังจะนำโปรแกรมการคัดกรองประเมินความเสี่ยงโรคมะเร็งมาให้บริการโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายอีกด้วย

ทางด้านนายแพทย์เปรม ชินวันทนานนท์ ประธานฝ่ายพัฒนาภูมิปัญญาไทยมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า แนวคิดของการจัดงานครั้งนี้สอดคล้องกับปรัชญาการดำเนินงานของมูลนิธิฯ คือการให้ความรู้เรื่องของสมุนไพรให้ประชาชนสามารถนำไปใช้ดูแลสุขภาพเพื่อ การพึ่งพาตนเองด้านสุขภาพ งานนี้จะมีการนำสมุนไพรมากกว่า 250 ชนิดมาจัดแสดงและให้ความรู้ด้านสรรพคุณสมุนไพรแต่ละชนิด ทั้งยังจะมีเภสัชกรและแพทย์แผนไทยมาร่วมพูดคุยและให้คำปรึกษาแก่ผู้สนใจทุก วันที่จัดงาน นอกจากนี้ ยังจะมีการแจกต้นพันธุ์สมุนไพรที่มีสรรพคุณสอดคล้องกับปัญหาสุขภาพของคนใน ปัจจุบันอีกวันละ 300 ต้น และหวังว่า งานนี้จะช่วยให้กระตุ้นคนไทยหันกลับมาใช้สมุนไพรเพื่อดูแลสุขภาพตนเองกันมาก ขึ้น ซึ่งเป็นการดำเนินชีวิตที่สอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

 

PRหน่วยงาน


Guests wrote:

PRหน่วยงาน

ทีโอที เปิดตัว ให้บริการ TOT wi-fi เทศบาลศรีราชา “Sriracha WiFi City”


 

          เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2552 นายวิเชียร นาคสีนวล (ที่ 2 จากซ้าย) รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ทีโอที และ นายฉัตรชัย ทิมกระจ่าง (ที่ 2 จากขวา) นายกเทศบาลเมืองศรีราชา จังหวัดชลบุรี ร่วมแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ “Sriracha WiFi City” และทดสอบการให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็ว-สูงไร้สาย หรือ TOT wi-fi ครอบคลุมพื้นที่เขตเทศบาลเมืองศรีราชาตลอดแนวชายฝั่ง 2 ตาราง-กิโลเมตร ด้วยความเร็ว 1 Mbps 

                โครงการ Sriracha WiFi City เปิดให้ประชาชนใช้บริการฟรีทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่วันนี้ ถึง 30 กันยายน 2552

 

--------------------------------------------------

    ผู้ประกาศ สำนักงานปลัดกระทรวง